fbpx
ปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย

ผิวแพ้ง่าย คือ สภาวะที่ผิวไวต่อสิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะสารเคมีและสภาพอากาศ ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน รู้สึกคัน แสบ หรือมีผิวลอกได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ตลอดจนวิธีดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม อาจช่วยเร่งฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ผิวแข็งแรงเหมือนเดิมได้

สัญญาณของผิวแพ้ง่าย หลายคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางชนิดแล้วเกิดอาการระคายเคืองมักเข้าใจว่าตนเองมีผิวแพ้ง่าย แต่ในความเป็นจริงอาจเกิดจากการแพ้ส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ โดยวิธีสังเกตว่าตนเองมีผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ทำได้ดังนี้

  1. ผิวแดงง่าย อาการนี้มักเกิดขึ้นทันทีหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น การใช้โฟมล้างหน้า หรือการปะทะลมแรง แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่อาจเป็นอาการของผิวแพ้ง่ายจากผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย (Rosacea) ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ร่วมกับมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามคาง แก้ม และจมูก
  2. ผิวหลุดลอกเป็นขุย อาการนี้มักเกิดกับผิวที่ขาดความชุ่มชื้น ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเร่งการผลัดเซลล์ผิว เช่น กรดไกลโคลิก เรตินอยด์ AHA หรือ BHA ในปริมาณมากเป็นเวลานาน
  3. แสบผิว ผิวพุพองง่าย ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายนั้นมีเกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอและบอบบางกว่าคนทั่วไป อาจทำให้ผิวไวต่อส่วนประกอบ ซึ่งอาจเกิดการระคายเคืองตามมาหลังใช้การผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง สารทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น
  4. อาการคันจากผิวแห้ง ผิวที่บอบบางไม่เพียงแต่ทำให้ง่ายต่อการระคายเคืองแล้ว แต่ยังอาจส่งผลให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง ทำให้ผิวแห้งกร้านและอาการคันผิวหนังตามมา

สาเหตุของผิวแพ้ง่าย ผิวแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางผิวหนังชนิดต่าง ๆ ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หรือการเผชิญสภาพอากาศที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังเป็นเวลานาน ดังนี้

ปัจจัยภายใน ผิวแพ้ง่ายนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายใน อย่างกรรมพันธุ์ที่อาจส่งต่อภาวะผิวหนังที่ผิดปกติ หรืออายุที่เพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลให้ความแข็งแรงของผิวลดลงได้ นอกจากนี้ โรคและความผิดปกติทางผิวหนังก็เป็นหนึ่งในปัจจัยภายในที่อาจส่งผลทำให้ผิวแพ้ง่ายได้

  1. ผิวหนังอักเสบ เป็นภาวะที่ทำให้มีอาการคันหรือเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง อีกทั้งส่งผลให้เกราะปกป้องผิวบางลงจนเกิดการระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ง่าย เช่น น้ำ ความร้อน ความเย็น ความชื้น เป็นต้น
  2. ผื่นระคายสัมผัส ปัญหาผิวหนังอักเสบที่อาจเกิดจากการเผชิญปัจจัยแวดล้อมหรือสัมผัสสารก่อความระคายเคืองในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน เช่น สารเคมี รังสีอัลตราไวโอเลต ความร้อน ความเย็น เป็นต้น อาจก่อให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้งแตก และรู้สึกคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีเพียงอาการคันปรากฏเท่านั้น
  3. ผื่นแพ้สัมผัส คือผิวอักเสบที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอกร่างกาย เช่น สารเคมีบางชนิดในเครื่องสำอาง ลักษณะคล้ายกับผื่นระคายสัมผัส แต่เกิดขึ้นได้ยากกว่า ทั้งนี้ อาการผื่นแพ้อาจเกิดขึ้นใน 2-3 วัน หลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้น
  4. ลมพิษจากการสัมผัส ลมพิษรูปแบบนี้มีลักษณะเป็นรอยบวมและแดงที่ผิวหนัง มักปรากฏทันทีหลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้นหรือสารก่อภูมิแพ้
  5. ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย มักเกิดหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้าหรือเครื่องสำอางชนิดเดิมติดต่อกันนานหลายปี ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ผิวหน้าบวม แดง แพ้ง่าย และมีตุ่มคล้ายสิว
  6. Aquagenic Pruritus คือโรคผิวหนังที่ส่งผลให้มีอาการคันหลังอาบน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็น น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ตาม
  7. ผิวแห้ง อาจเกิดจากพันธุกรรม การรับประทานยา สภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ ผลกระทบจากโรค หรือชำระล้างผิวบ่อยครั้งเกินไป ทำให้ผิวระคายเคือง แพ้ง่าย และมักมีอาการคันร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน
  8. Cutaneous Mastocytoses คือภาวะผิดปกติที่ชั้นผิวหนังมีแมสท์เซลล์ (Mast Cells) ในปริมาณมาก เซลล์ชนิดนี้จะปล่อยสารฮิสทามีน (Histamine) ที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผิวมีผื่นแดงและบวม
  9. คาร์ซินอยด์ซินโดรม (Carcinoid Syndrome) คือกลุ่มอาการของโรคมะเร็งคาร์ซินอยด์ ผู้ป่วยมักมีผิวหนังแดงจากเส้นเลือดฝอยขยายตัว ปรากฏร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง หายใจมีเสียงหวีด ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

ปัจจัยภายนอก มีผลในการกระตุ้นและทำให้ผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดผิวแพ้ง่ายอาจมี ดังนี้

  1. สิ่งแวดล้อม สิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ อุณหภูมิ หรือมลพิษนั้นมีส่วนที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายได้ หากต้องเผชิญแสงแดด ลม อากาศร้อนหรือหนาวจัดอย่างต่อเนื่อง ผิวอาจถูกทำร้ายและทำให้บอบบางแพ้ง่ายได้
  2. ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่ได้มาตรฐานมักผสมสารเคมีที่เป็นอันตรายแต่ได้ผลไวหรือใส่มาในปริมาณเกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัยกำหนด ซึ่งเมื่อใช้ไปแล้วอาจเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วแต่แฝงไปด้วยการทำร้ายผิว ส่งผลให้ผิวบอบบางแพ้ง่าย รวมถึงเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ตามมา
  3. ผลข้างเคียงจากการรักษา การรักษาโรคบางโรคด้วยการรับประทานยาหรือวิธีการรักษาด้วยอุปกรณ์ทางแพทย์ อย่างการทำเลเซอร์ ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงให้ผิวแห้ง ผิวบอบบาง และไวต่อการระคายเคืองได้

การทดสอบผิวแพ้ง่าย ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อรับการรักษาหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์อาจตรวจดูอาการและแนะนำให้รับการทดสอบด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. วิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test) เป็นวิธีที่นิยมใช้ทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์จะปิดแผ่นแปะผิวหนังที่ป้ายสารก่ออาการแพ้ 20-30 ชนิด บริเวณแขนหรือแผ่นหลังของผู้ทดสอบและทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังบริเวณที่ทดสอบสัมผัสน้ำและมีเหงื่อออก เมื่อครบกำหนดจึงดึงแผ่นแปะผิวหนังออก หากพบว่าผิวหนังบริเวณใดเกิดผื่นแดง แสดงว่าผู้รับการทดสอบแพ้สารชนิดนั้น ๆ
  2. วิธีสะกิด ใช้ตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 40 ชนิดในครั้งเดียว นิยมนำมาทดสอบอาการแพ้จากเกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น และอาหาร แพทย์จะหยดสารที่คาดว่าก่อให้เกิดการแพ้ตามบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง จากนั้นใช้เข็มสะกิดผิวของผู้ทดสอบตามจุดที่หยดสาร แล้วทิ้งไว้ 15 นาที ตำแหน่งที่แพ้จะเกิดผื่นแดงหรือตุ่มคล้ายยุงกัด ทั้งนี้ แพทย์อาจป้ายฮิสทามีน กลีเซอรีน (Glycerin) หรือน้ำเกลือ ลงบนผิวชนิดละตำแหน่งด้วย เพื่อดูว่าผิวหนังของผู้ทดสอบตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เป็นปกติหรือไม่ หากผิวไม่ตอบสนองต่อฮิสทามีน อาจต้องใช้การทดสอบด้วยวิธีอื่นแทน ส่วนผิวที่ป้ายกลีเซอรีนหรือน้ำเกลือแล้วเกิดอาการแพ้ อาจบ่งบอกได้ว่าผู้ทดสอบมีผิวแพ้ง่าย
  3. การตัดชิ้นเนื้อจากผิวหนังส่งตรวจ คือการตัดเนื้อเยื่อผิวหนังบริเวณที่ผิดปกติและนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกติ

วิธีรับมือผิวแพ้ง่าย ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า บำรุงผิวหน้า และเครื่องสำอางที่อ่อนโยนต่อผิว รวมถึงปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ดังนี้
ลดความเสี่ยงผิวแพ้ง่าย ด้วยวิธีการ ดังนี้

  1. ทดสอบอาการแพ้ทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด โดยทาบาง ๆ บริเวณข้อพับแขน ข้อมือ ท้องแขน หรือหลัง หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังส่วนที่ทดสอบสัมผัสน้ำหรือเหงื่อประมาณ 48 ชั่วโมง หากเกิดผื่นแดงแสดงว่ามีอาการแพ้และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
    หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม สี แอลกอฮอล์ และส่วนผสมบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการแพ้ได้ง่าย เช่น เรตินอยด์ กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha-Hydroxy Acids: AHA) ทัลคัม (Talc) ไมกา (Mica) สารเคมีระงับกลิ่นกาย รวมถึงสารเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายหรือยับยั้งแบคทีเรีย
  2. ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลัดเซลล์ผิว หากต้องการผลัดเซลล์ผิวควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์
  3. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกันน้ำหรือมีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ
  4. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ เพราะอาจเกิดการกลายสภาพและเป็นอันตรายต่อผิวหนัง
  5. หลีกเลี่ยงสภาพอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ เพราะอาจทำให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลา 9.00-14.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความเข้มของรังสียูวีค่อนข้างสูง
  7. หมั่นล้างและทำความสะอาดสิ่งของที่สัมผัสผิวหน้าเป็นประจำ เช่น อุปกรณ์แต่งหน้า ปลอกหมอน เป็นต้น เพราะเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยก่อให้เกิดสิวและปัญหาทางผิวหนังที่ส่งผลให้ผิวระคายเคืองง่าย
  8. เลือกสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบา ไม่รัดรูป หรือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวหนัง
  9. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและอ่อนโยนต่อผิว

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเหมาะสมกับผิวแพ้ง่ายอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยปกป้องผิวและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว โดยหลักการเลือกซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์อาจมี ดังนี้

  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้รับการยืนยันว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นประจำเพื่อป้องกันผิวแห้ง โดยควรเลือกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเป็นหลัก ปราศจากน้ำหอม สี และแอลกอฮอล์
  4. ทาครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดดหรือ SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนออกแดด ควรเลือกครีมกันแดดสูตร Non-Chemical ที่มีส่วนผสมของซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) และไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) เป็นหลัก เนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะไม่ซึมผ่านผิวหนัง ทำให้เสี่ยงเกิดการแพ้ได้น้อย
สารสกัดใน nane Rejuvenation cream ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย
Ancient Rice Complex สารสกัดจากข้าวสามสี ประกอบไปด้วยข้าวสีแดง สีเขียว และสีดำ มีสาร Antioxidant สูง ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและทำงานได้ดีกว่า วิตามิน E ถึง 5 เท่า ช่วยลดความเสียหายของผิวจากแสงอาทิตย์หรือมลภาวะต่างๆ ทำให้ช่วยลดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำลงได้
Rose Placenta Extract สารสกัดสเต็มเซลล์จาก “รก” กุหลาบ ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ฝ้า กระ จุดด่างดำ หลุดลอกได้ดี ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำเลยดูจางลง
Mandarin Clear สารสกัดจากส้มแมนดาริน มีคุณสมบัติทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น คงความยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน ลดริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าได้ดี
Wild Yam Extract สารสกัดจากมันเทศป่า ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างเซลล์ผิว ให้ผิวยกกระชับ เต่งตึง เรียบเนียนขึ้น พร้อมช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลนอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติสำคัญ คือช่วยลดการระคายเคืองผิวได้ดี
Easyliance สารสกัดจากยางเหนียว ที่ได้จากส่วนของลำต้นและก้านของต้น African tree ทำให้เกิดเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบบริเวณผิว และดึงผิวให้ยกกระชับขึ้น จึงทำให้ริ้วรอย ร่องลึก แลดูตื้นขึ้น รูขุมขนกระชับขึ้น
Organic Virgin Deodorised Argan Oil น้ำมันอาร์แกน มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุง และฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน ช่วยลดริ้วรอย เหี่ยวย่น บริเวณใต้ตาได้
 
  • SK-Influx V เป็นCeramideช่วยเสริมสร้างผิวให้ชุ่มชื้นและแข็งแรง ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ให้ผิวแข็งแรงลดอาการแพ้ระคายเคืองของผิวที่เกิดจากการอักเสบหรือรอยแดงจากสิวเหมาะสำหรับ ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย และผิวเสื่อมสภาพ
  • Lipomoist สารให้ความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิวที่อยู่ในรูปLiposome โดยสร้าง Molecular film แผ่นฟิล์มบางๆ ที่สามารถซึมผ่านลงสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วให้ความกระชับ เต่งตึง ผิวสดชื่น มีชีวิตชีวา คงความชุ่มชื้นที่ยาวนาน
Nane Rejuvenation Cream

สนใจสั่งซื้อหรือสมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย คลิกเลย!

Nane Rejuvenation Cream

นาเน่ ครีมบำรุงผิวหน้าเนื้อสัมผัสบางเบา

เพิ่มเพื่อน